[/size]ผมเคยถามความเห็นนักเรียนว่าอยากจ่ายเงินค่าโฆษณาแบบไหน นักเรียนทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จ่ายตามจำนวนคลิก เพราะว่าคนที่คลิกแปลว่าสนใจโฆษณาหรือสินค้าของเรา ทำให้มีโอกาสในการซื้อขายสูง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้วครับ เพียงแต่ว่าตอนที่ลงโฆษณาจริงๆ ในเฟสบุ๊คถ้าเราทำโฆษณาได้ดี จะมีคนสนใจและคลิกจำนวนสูงมาก ทำให้อัตราการคลิก (CTR) สูง และส่งผลให้ต้องเสียเงินค่าโฆษณาโดยรวมมากกว่าจ่ายตามจำนวนการแสดงผล และจากประสบการณ์ที่ผมลงโฆษณาในเฟสบุ๊คมา การจ่ายเงินตามการแสดงผลเสียเงินค่าโฆษณาโดยรวมถูกกว่าครับ
[/size]สำหรับคนที่ลงโฆษณาใหม่ๆ จะตั้งค่าโฆษณาแบบไหนในส่วนของวิธีการคิดค่าโฆษณา ผมแนะนำให้เลือกตัวเลือกแรกตามที่แฟสบุ๊คกำหนดมาให้ดังแสดงในรูปที่ 1 ครับ
[/size](https://fbcdn-sphotos-h-a.akamaihd.net/hphotos-ak-xpf1/v/t1.0-9/10151151_1555877747987276_895988985108322414_n.jpg?oh=3b9c0d21e390bfe8eb4f9c486eb95dd5&oe=555CD257&__gda__=1431868989_ef35d59b82d945eadca27e484aebfd10)
[/size]รูปที่ 1 ตัวเลือกในการตั้งค่าการคิดเงินค่าโฆษณา
[/size]
2. หลีกเลี่ยงการลงโฆษณาชิ้นเดิมต่อเนื่องยาวนานจนเกินไป
การปล่อยโฆษณาชิ้นเดิมต่อเนื่องยาวนานเกินไป จะส่งผลให้คนที่เห็นโฆษณานั้นซ้ำหลายๆ ครั้ง มีผลให้ไม่รู้สึกสะดุดตา หรือให้ความสนใจกับโฆษณาชิ้นนั้น แต่ทุกครั้งที่เห็นโฆษณา เราในฐานะผู้ลงโฆษณาได้เสียเงินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากโฆษณาชิ้นนั้นเริ่มมีคนเห็นซ้ำบ่อยมากแล้วก็ควรจะหยุดโฆษณา แล้วทำการสร้างโฆษณาชิ้นใหม่ หรือใช้โฆษณาเดิมแต่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ ในการพิจารณาว่าโฆษณานั้นมีคนเห็นซ้ำมากจนไม่เป็นที่น่าสนใจแล้ว ให้ดูจากตัวแปรสองตัวที่อยู่ในหน้ารายงานสถิติ ดังตัวอย่างตามรูปที่ 2 ครับ
[/size](https://scontent-a-sin.xx.fbcdn.net/hphotos-xfp1/v/t1.0-9/10942493_1555907381317646_5978517016341975192_n.jpg?oh=f9abdfe740402e3090daa64a5c9dae80&oe=554E251E)
[/size]รูปที่ 2 Frenquency และ Click-Through Rate คือตัวแปรที่ใช้ในการดูว่าโฆษณาแสดงผลบ่อยเกินไปหรือยัง
[/size]จากรูปที่ 2 หาก Frequency มีค่าสูงและอัตราการคลิกต่ำ (น้อยกว่า 1) ผมจะถือว่าโฆษณานั้นอิ่มตัว หรือถูกพบเห็นบ่อยจนไม่เป็นที่น่าสนใจอีกต่อไป ควรจะหยุดโฆษณากับคนกลุ่มนี้ได้แล้ว
[/size]
3. หลีกเลี่ยงการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ซ้ำซ้อนกันในแต่ละโฆษณา
หากคุณลงโฆษณาหลายๆ ชิ้นขึ้นออนไลน์พร้อมๆ กัน ไม่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด เพราะโฆษณาของคุณจะถูกจำกัดการเข้าถึงไปยังคนกลุ่มนั้น เพราะระบบของเฟสบุ๊คมีข้อกำหนดว่า จะแสดงโฆษณาไปยังคนที่กด Like แฟนเพจเราวันละไม่เกิน 4 โฆษณา และคนที่ไม่ได้ Like เพจเราเพียงวันละไม่เกิน 2 โฆษณาดังนั้นหากเราเลือกกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน สำหรับโฆษณาทุกชิ้นที่มี จะทำให้โฆษณาบางชิ้นไม่ถูกนำไปแสดงผล
[/size]
4. เข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่สูงขึ้น
จุดเด่นของระบบโฆษณาในเฟสบุ๊คคือการเลือกและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ทั้งภูมิภาค เพศ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา และความสนใจ ดังนั้นผู้ลงโฆษณาควรคิดหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการผ่านทางระบบโฆษณาของเฟสบุ๊ค เหมือนกับกรณีตัวอย่างที่ผมชอบนำเสนอให้กับนักเรียน สำหรับสินค้าประเภทอาหารเสริมลดน้ำหนัก คนส่วนใหญ่ที่ขายสินค้าชนิดนี้ ก็จะนึกถึงคนอ้วน หรือคนที่มีน้ำหนักเกินที่อยากจะลดน้ำหนักอยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้วยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่อาจจะยังไม่นึกถึงการซื้ออาหารเสริมลดน้ำหนักมาทาน แต่เราสามารถใช้เฟสบุ๊ค ไปจุดกระแสทำให้คนเหล่านั้นอยากซื้อสินค้าของเราได้ ซึ่งแนวคิดนี้ผมใช้ได้ผลกับสินค้าหลายๆ ตัวที่ผมทำโฆษณาให้ และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี
[/size]
5. ทำภาพและข้อความบนภาพให้เป็นที่น่าสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากกับค่าโฆษณาที่เราจะต้องจ่าย เพราะหากเราทำภาพและข้อความที่อยู่บนภาพ รวมทั้งเนื้อหาหลังจากที่คลิกเข้าไปดูแล้ว ได้น่าสนใจจะทำให้ผู้ชมโฆษณาชอบและอดใจไม่ได้ที่จะกด Like, คอมเม้นท์ หรือแชร์โฆษณาของเรา และยิ่งมีคน Like, คอมเม้นท์หรือแชร์มากยิ่งขึ้นเท่าไร ระบบโฆษณาของเฟสบุ๊คก็จะมองว่าโฆษณาของเรามีคุณภาพดี เป็นที่น่าสนใจ โฆษณานั้นก็จะยิ่งมีจำนวนการเข้าถึงสูงมากขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้อัตราค่าโฆษณาต่อหน่วยถูกลง
[/size]สำหรับท่านที่สนใจการศึกษาการลงโฆษณาในเฟสบุ๊คแบบมืออาชีพ สามารถร่วมงานสัมมนาฟรี ที่จะทำให้คุณได้แนวคิดและวิธีการเริ่มต้นโฆษณาในเฟสบุ๊คอย่างถูกวิธี เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นนักการตลาดออนไลน์ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการลงโฆษณาขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานสัมมนานี้ คลิกที่นี่ครับ (http://wisethailand.com/facebook_ads_intro.asp)
[/size]หรือใครอยากให้เขียนบทความอะไรเพิ่มเติมสามารถ Comment หรือพิมพ์แนะนำมาได้เลยครับ
[/size]
[/size]