Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ontcftqvx

Pages: 1 [2] 3 4 ... 130
16
   
เขาบู๊ตึ๊ง หรือ อู่ตัง ในภาษาจีนกลาง เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญของลัทธิเต๋า ที่เล่าสืบมาว่าปรมาจารย์เจินอู่หรือเทพเจ้าเสวียนอู่ที่ศาสนาเต๋าเคารพนับถือได้บำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งนี้ ท่านรู้สึกติดอกติดใจกับเทือกเขาที่เสมือนแดนสุขาวดีแห่งนี้ ที่นี่ท่านได้ใช้วิชาทั้งบุ๋นและบู๊ต่อกรกับภิกษุหลายรูปของฝ่ายพุทธจนได้รับชัยชนะ จนสามารถยึดเขาแห่งนี้มาเป็นที่พำนักสืบมา เขาบู๊ตึ๊งได้กลายมาเป็นแหล่งฝึกวิชาและเข้าฌานของนักพรตลัทธิเต๋าหลายสำนักมาหลายยุคหลายสมัย และยังเป็นที่กำเนิดสุดยอดวิชากังฟูที่โด่งดังตามที่เราเคยคุ้นหูคุ้นตาในนิยายกำลังภายในด้วย เขตโบราณสถานบนเขาบู๊ตึ๊ง มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 321 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นหมู่ตึกโบราณซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และส่วนที่เป็นทิวทัศน์ธรรมชาติ อาทิ สระน้ำ, บ่อน้ำพุร้อน, ถ้ำ, หน้าผาและยอดเขารวมกว่าร้อยแห่ง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ ยอดเขาทั้งหลายได้หันเหเข้าหากันที่จุดศูนย์รวมดั่งกลีบดอกบัวสวรรค์ และในปี ค.ศ. 1997 ได้รับรางวัลมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก้ ยอดเทียนจู้ ยอดเขาที่สูงที่สุด (สัญลักษณ์ของเขาบู๊ตึ้ง) มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,612 เมตร เป็นที่ตั้งของวิหารใหญ่แห่งศาสนาเต๋า จินเตี้ยน (วิหารทอง) สร้างขึ้นเมื่อปีที่ 14 (ค.ศ.1416)ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง มีความสูง 5.5 เมตร กว้าง 5.8 เมตร ซึ่งเป็นตำหนักที่เชื่อกันว่าจะนำแต่โชคลาภมาให้ ภายในวิหารงามวิจิตรด้วยลวดลายบนเสาเอกและเพดานประดับมุข เป็นที่ประดิษฐานรูปสำริดของเทพเจ้าเจินอู่(เสวียนอู่) น้ำหนัก 10 ตัน ด้านนอกวิหาร เป็นกำแพงเมืองจื่อจินเฉิง มีความยาว 1,500 เมตร ก่อขึ้นเป็นรูปทรงภูเขานอกจากนี้ยังมีพระราชวังจื่อเซียว ที่สร้างขึ้นในสมัยหย่งเล่อ ปีที่ 11 (ค.ศ.1413) ที่สามารถอนุรักษ์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดมาจนถึงวันนี้

17
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ ที่จริงแล้วชื่อเดิมคือเมือง “ผูฉี” อยู่ในมณฑลหูเป่ย เพิ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “ชื่อปี้” เมื่อปี ค.ศ.1998 ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ในสงครามรบนั่นเอง จุดที่ทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่ผนึกกำลังเข้าสู้รบกับทัพของโจโฉซึ่งนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าเป็นบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด สงครามครั้งนั้นทำให้หน้าผาแห่งนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิง จนได้รับการขนานนามว่า “ผาแดง” หรือชื่อปี้

ปัจจุบันผาแดงแห่งนี้ กำลังพัฒนาให้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์มีสิ่งปลูกสร้างตามประวัติศาสตร์ เช่น แท่นเรียกลม ปัจจุบันตรงจุดนี้ถูกสร้างเป็นอาคารขึ้นมาโดยมีรูปปั้นของเล่าปี่ กวนอู เตียวฮุย และขงเบ้ง เป็นอนุสรณ์ , หอบัญชาการรบ , ฐานทัพของง่อก๊ก ส่วนอีกด้านหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเมืองจำลองของเล่าปี่ เริ่มสร้างเมื่อปี 2007 และมีกำหนดเสร็จในเดือนตุลาคม 2009 บนยอดเขา จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของจิวยี่หันหน้าไปทางแม่น้ำแยงซีเกียง

ศึกชื่อปี้ เป็นสงครามที่มีความสำคัญที่สุดสงครามหนึ่งในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนตี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสามก๊กในประเทศจีนในเวลาต่อมา ศึกผาแดงนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 751 โดยฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวนทางตอนใต้ และอีกฝั่งคือทัพของโจโฉทางตอนเหนือ ซุนกวนและเล่าปี่นั้นได้ชัยชนะเหนือโจโฉ ทำให้ความพยายามในการยึดดินแดนทางใต้ของโจโฉต้องล้มเหลวลง โดยจุดแตกหักเกิดขึ้น ณ ตำบลที่เรียกว่า "เซ็กเพ็ก" ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ศึกผาแดงนี้นับว่าเป็นศึกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสามก๊กและประวัติศาสตร์จีนก็ว่าได้

ในวรรณคดี เล่าปี่ต้องทิ้งเมืองซินเอี๋ยและอ้วนเสียอพยพราษฎรจำนวนมาก เพื่อหนีการตามล่าจากโจโฉไปอยู่ที่เมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเป็นทูตเจรจาขอให้ซุนกวนร่วมกันต้านโจโฉ ขณะที่โจโฉสามารถยึดเกงจิ๋วที่เดิมเป็นของเล่าเปียวได้สำเร็จ เพราะชัวมอคิดทรยศยอมยกเมืองให้โจโฉ ซึ่งภายหลังโจโฉก็สั่งสังหารเล่าจ๋องและชัวฮูหยินเสีย และประหารชัวมอและเตียวอุ๋น ตามแผนของจิวยี่ แม่ทัพใหญ่ฝ่ายง่อก๊ก ฝ่ายขงเบ้งเมื่อไปถึงกังตั๋ง ต้องเผชิญกับที่ปรึกษาของซุนกวนหลายคนรุมถล่มด้วยวาจา แต่สามารถโต้กลับไปได้ทุกคน ในที่สุดซุนกวนและจิวยี่ก็ตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะถูกขงเบ้งยั่วจนเกิดโทสะ ทั้ง 2 ทัพตั้งทัพคอยประจัญบานกัน ตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ที่นี่
จิวยี่พยายามหาทุกวิถีทางที่จะหาเรื่องสังหารขงเบ้งให้ได้ แต่ขงเบ้งก็สามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้ง เช่น สั่งเกณฑ์ขงเบ้งให้ทำลูกธนูแสนดอกให้เสร็จภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งขอเวลาแค่ 3 วัน โดยการใช้เรือเบาบรรทุกหุ่นฟางแล่นไปหาฝ่ายโจโฉในยามดึกหลังเที่ยงคืนขณะที่หมอกลงจัด ทหารฝ่ายโจโฉจึงระดมยิงธนูเข้าใส่ แต่ก็ติดกับหุ่นฟาง ลูกธนูแสนดอกจึงได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไร และอีกครั้งเมื่อจิวยี่ต้องการลมสลาตันเพื่อเผาทัพเรือโจโฉ ที่ถูกผูกเป็นแพเดียวกันด้วยอุบายของบังทอง แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาวไม่มีลมสลาตัน จิวยี่เครียดกับเรื่องนี้จนกระอักเลือดล้มป่วยลง ขงเบ้งจึงทำพิธีเรียกลมขึ้น ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ต้องแตกหัก ตรงกับวันแรม 5 ค่ำ เดือนอ้าย (ตรงกับวันที่ 10 เดือน 10 ตามปฏิทินจีน) ลมสลาตันก็มา ในที่สุดก็สามารถเผากองทัพของโจโฉให้ราบคาบได้ โจโฉต้องหลบหนีไปอย่างทุลักทุเลเกือบเอาชีวิตไม่รอด และขงเบ้งก็ได้ให้กวนอูดักพบโจโฉเป็นด่านสุดท้าย เพื่อที่จะให้กวนอูไว้ชีวิตโจโฉ เพื่อล้างบุญคุณที่เคยมีต่อกันในอดีตด้วย หลังจากเสร็จสิ้นศึกนี้ ทัพซุนเล่านั้นได้ยึดดินแดนเกงจิ๋วเกือบทั้งหมด โดยทัพจิวยี่สามารถเอาชนะโจหยินยึดเมืองกังเหลงได้ ส่วนเล่าปี่นั้นได้ยึดครองดินแดนเกงจิ๋วใต้ทั้งหมด
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของศึกผาแดงยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน แม้แต่สถานที่รบยังกำหนดชี้ชัดลงไปไม่ได้ โดยคาดว่าจะอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี บางแห่งแถบทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอู่ฮั่นในปัจจุบั

19
เขาอู่ตัง (อู่ตังซาน) หรือ บู๊ตึ๊ง ในภาษาจีนฮกเกี้ยน ในภาษาจีนกลาง มีอีกชื่อว่า ไท่เหอซัน เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน มีความสำคัญของลัทธิเต๋า ที่เล่าสืบมาว่า ปรมาจารย์เจินอู่ หรือเทพเจ้าเสวียนอู่ (เทพอสูรแห่งทิศเหนือ ตัวแทนฤดูหนาว เทพอสูรตัวนี้ถูกสื่อออกมาในรูปของเต่าสีด­ำที่ถูกพันรอบด้วยงู เป็นสัญลักษณ์แห่งลัทธิเต๋า ความศรัทธา อายุยืนยาว ความสุข) ได้บำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งนี้ สถานที่ที่เสมือนเป็นแดนสุขาวดี ได้ใช้วิชาทั้งบุ๋นและบู๊ต่อกรกับภิกษุหลา­ยรูปของฝ่ายพุทธจนได้รับชัยชนะ สามารถยึดเขาแห่งนี้เป็นที่พำนักสืบมา
เขาบู๊ตึ๊งเป็นสถานที่ที่รวมสิ่งก่อสร้างต­ามแบบสถาปัตยกรรมจีนหลายยุคหลายสมัยเข้าด้­วยกัน ตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน เรื่อยมากระทั่งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง รวมกันนับได้กว่าพันปี

 .[youtube=425,350]1VUgXVESNAI[/youtube]

20
ซานเซีย กู่หลงจง บ้านพักขงเบ้าง ตั้งอยู่ทิศตะวันตก ห่างจากเมืองเซียงหยางไป 15 กิโลเมตร เป็นบ้านพักอาศัยของขงเบ้ง เซ่จูเก๋อ ชื่อเหลียง นามขงเบ้ง (ปีค.ศ. 181-234) คนซานตง ตอนอายุ 17 ตามคุณพ่อ จูเก๋อเสียมาที่เมืองเซียงหยางและเก็บตัวขยันหมั่นเพียร อ่านหนังสือและสังเกตการเมืองภายนอกอย่างใกล้ชิด มีฉายาว่า มังกรหมอบ ปี ค.ศ. 207 เล่าปี่และพี่น้องร่วมสาบาน กวนอูและเตียวหุย มาเชิญตัวที่กระท่อมหลงจงถึง 3 ครั้ง เล่าปี่ได้คุยกับจูเก๋อเหลียง ขงเบ้งอธิบายสภาพการเมืองในเวลานั้น เสนอความคิดเห็พร้อมทั้งวิธีรวบรวมประเทศให้เป็นเอกภาพ รวมทั้งนโยบาย และกลยุทธ์ และยินดีเป็นที่ปรึกษากุนซือของเล่าปี่ ในที่สุดได้สร้างฐานให้เกิดเป็นสามก๊ก เมืองเซียงหยาง ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูเป่ยเป็นเมืองโบราณสมัย 2500 ปีก่อนในสมัยราชวงค์ชุนชิว เป็นเมืองเก่าของเกงจิ๋ว และเป็นเมืองทางยุทธศาสตร์ที่ขงเบ้งยุในยึดครองเป็นฐานที่มั่นจากซุนกวน กำแพงเมืองยาว 6 กิโลเมตร 4 ด้าน 6 ประตู ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำฮั่นสุ่ยซึ่งไหลผ่านประตูเหนือ ภาคใต้มีภูเขาเจี้ยนซาน ฝั่งตะวันออกมีภูเขาฉู่ซาน เป็นกำบัง ซึ่งมีฉายาว่า เมือง “ฟูหยิน” (คุนหมิง) ลือกันว่า สร้างโดยมารดาของพระเจ้า “จูลี่” สมัยราชวงค์ “จิ่น” ยุคจ้านกว๋อ

21
 .[youtube=425,350]duZFXKJJ4j4[/youtube]

 .[youtube=425,350]wNqun3aWPz4[/youtube]

เผยแพร่เมื่อ 27 มิ.ย. 2013
กู่หลงจง หรือ บ้านขงเบ้่ง ตั้งอยู่ทิศตะวันตก ห่างจากเมืองเซียงหยางไป 15 กิโลเมตร เป็นบ้านพักอาศัยของขงเบ้ง เซ่จูเก๋อ ชื่อเหลียง นามขงเบ้ง (ปีค.ศ. 181-234) คนซานตง ตอนอายุ 17 ตามคุณพ่อ จูเก๋อเสียมาที่เมืองเซียงหยางและเก็บตัวข­ยันหมั่นเพียร อ่านหนังสือและสังเกตการเมืองภายนอกอย่างใ­กล้ชิด มีฉายาว่า มังกรหมอบ ปี ค.ศ. 207 เล่าปี่และพี่น้องร่วมสาบาน กวนอูและเตียวหุย มาเชิญตัวที่กระท่อมหลงจงถึง 3 ครั้ง เล่าปี่ได้คุยกับจูเก๋อเหลียง ขงเบ้งอธิบายสภาพการเมืองในเวลานั้น เสนอความคิดเห็พร้อมทั้งวิธีรวบรวมประเทศใ­ห้เป็นเอกภาพ รวมทั้งนโยบาย และกลยุทธ์ และยินดีเป็นที่ปรึกษากุนซือของเล่าปี่ ในที่สุดได้สร้างฐานให้เกิดเป็นสามก๊ก เมืองเซียงหยาง ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูเป่­ยเป็นเมืองโบราณสมัย 2500 ปีก่อนในสมัยราชวงค์ชุนชิว เป็นเมืองเก่าของเกงจิ๋ว และเป็นเมืองทางยุทธศาสตร์ที่ขงเบ้งยุในยึ­ดครองเป็นฐานที่มั่นจากซุนกวน กำแพงเมืองยาว 6 กิโลเมตร 4 ด้าน 6 ประตู ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำฮั่นสุ่ยซึ่งไหลผ่านป­ระตูเหนือ ภาคใต้มีภูเขาเจี้ยนซาน ฝั่งตะวันออกมีภูเขาฉู่ซาน เป็นกำบัง ซึ่งมีฉายาว่า เมือง "ฟูหยิน" (คุนหมิง) ลือกันว่า สร้างโดยมารดาของพระเจ้า "จูลี่" สมัยราชวงค์ "จิ่น" ยุคจ้านกว๋อ

22
 เมืองจิงโจว (เมืองเกงจิ๋วในสมัยสามก๊ก)
• พิพิธภัณฑ์เมืองจิงโจว ซึ่งเป็นที่เก็บวัตถุโบราณสมัยสามก๊กที่มีค่ามหาศาลมาก ประมาณ 1 แสนชิ้น





• ศาลเจ้ากวนอู เมืองเกงจิ๋วโบราณเป็นที่เฝ้าปร่จำกวนอู ศาลเจ้ากวนอูตั้งอู่ภากใต้ของเมืองนี้ ที่นี่เมื่อก่อนเป็นตำหนักกวนอู จากนั้นนำท่านชม กำแพงเมืองโบราณจิงโจว (เมืองเก็งจิ๋ว) มีความกว้าง 3.75 กิโลเมตรมีเนื้อที่ 4.5 ตารางกิโลเมตร ยาว 10.5 กิโลเมตร สูง 8.3 เมตร มี 6 ประตู ทุกประตูจะมีป้อมหรือซุ้มอยู่ด้านบน ซึ่งได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี




 กู่หลงจง บ้านขงเบ้ง
• กู่หลงจง บ้านขงเบ้ง ที่ ภูเขาโงลังกั๋ง (ภูเขา มังกรซ่อนกาย) อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูเป่ย มีเนื้อที่ 209 ตร กม. สถานที่สามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มาเชิญขงเบ้งไปช่วยงานบ้านเมือง
• กู่หลงจง (ภูเขาโงลังกั๋ง) มีประวัติยาวนานหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าปี ภายในกู่หลงจงมีรูปปั้นทองเหลืองขนาดเท่าตัวจริง




25
ผาแดง (ซื่อปี้) ตามรอยสามก๊ก 赤壁

ตามรอยสามก๊กที่ ผาแดง หรือ ชื่อปี้
     ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ ที่จริงแล้วชื่อเดิมคือเมือง “ผูฉี” อยู่ในมณฑลหูเป่ย เพิ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “ชื่อปี้” เมื่อปี ค.ศ.1998 ทั้งนี้ เพื่อ...ให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ในสงครามรบนั่นเอง จุดที่ทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่ผนึกกำลังเข้าสู้รบกับทัพของโจโฉซึ่งนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าเป็นบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด สงครามครั้งนั้นทำให้หน้าผาแห่งนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิง

     ปัจจุบันผาแดงแห่งนี้ กำลังพัฒนาให้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์มีสิ่งปลูกสร้างตามประวัติศาสตร์ เช่น แท่นเรียกลม ปัจจุบันตรงจุดนี้ถูกสร้างเป็นอาคารขึ้นมาโดยมีรูปปั้นของเล่าปี่ กวนอู เตียวฮุย และขงเบ้ง เป็นอนุสรณ์ , หอบัญชาการรบ , ฐานทัพของง่อก๊ก ส่วนอีกด้านหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเมืองจำลองของเล่าปี่ เริ่มสร้างเมื่อปี 2007 และมีกำหนดเสร็จในเดือนตุลาคม 2009 บนยอดเขา จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของจิวยี่หันหน้าไปทางแม่น้ำแยงซีเกียง

26
ท่ามกลางอากาศเย็นพอสบาย เราเดินทางมาถึง 'อู่ฮั่น' เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย มีพื้นที่ 8,467.11 ตารางกิโลเมตร กับประชากรราว 8,100,000 คน เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยสามก๊ก ปัจจุบันอู่ฮั่นมีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองอุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ เครื่องจักร อาวุธ จนถึงการผลิตยาสูบ ทำรายได้ราวหมื่นล้านหยวนต่อปี

เพื่อให้สมดังตั้งใจในการเดินทางย้อนรอยสามก๊กครั้งนี้ ทันทีที่คนพร้อม รถพร้อม เราจึงมุ่งหน้าไปยัง 'ผาแดง' (ซานกั๋วชื่อปี้) หรือที่นักอ่านสามก๊กรู้จักกันในชื่อ 'เซ็กเพ็ก' ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ เป็นจุดที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ทำสงครามผาแดงระหว่างทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่กับทัพของโจโฉเมื่อปีค.ศ.208

เหตุการณ์ตามท้องเรื่องสามก๊กฉบับวรรณกรรมระบุว่า หลังจากเล่าปี่ทิ้งเมืองซินเอี๋ยและห้วนเสีย อพยพราษฎร์หนีการตามล่าของทัพโจโฉไปที่เมืองแฮเค้าที่เล่ากี๋ครองอยู่ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเจรจากับซุนกวนให้ร่วมกันทำศึกกับโจโฉ บังทองออกอุบายหลอกโจโฉใช้โซ่ผูกเรือทั้งหมดติดกันเป็นแพก่อนโจมตีด้วยไฟ ขณะที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกลมพายุมาช่วยโหมเผาทัพเรือโจโฉจนพ่ายแพ้หมดรูป กลายเป็นกรณี 'โจโฉแตกทัพเรือ' นั่นเอง ว่ากันว่าเพลิงที่เผาผลาญกองทัพโจโฉครั้งนั้นทำให้หน้าผาบริเวณนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิงไปทั่วทั้ง เป็นที่มาของชื่อ 'ผาแดง' หรือ 'ชื่อปี้' นั่นเอง อันที่จริงตลอดริมฝั่งแม่น้ำแยงซีมีจุดที่สันนิษฐานว่าเป็น 'ผาแดง' อยู่หลายแห่ง ก่อนที่นักประวัติศาสตร์จะร่วมกันลงความเห็นว่าจุดที่เรียกว่าผาแดงในปัจจุบันคือบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

หลังจ่ายค่าเข้าชมเรียบร้อย เราเริ่มต้นเส้นทางเดินสู่ผาแดงที่ 'กระท่อมบังทอง' แน่นอนว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไป 1,800 ปีตัวกระท่อมของจริงย่อมไม่เหลือเศษซากให้เห็น มีเพียงอาคารหลังเล็กที่สร้างใหม่ตรงจุดที่คาดว่าเคยเป็นที่อาศัยของบังทอง กับต้นแปะก๊วยโบราณที่ว่ากันว่าบังทองเป็นผู้ลงมือปลูกด้วยตนเอง

จากกระท่อมบังทอง เราเดินต่อไปตามขั้นบันไดมุ่งหน้าขึ้นเขาชื่อปี้ จนถึง 'แท่นเรียกลม' ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกพายุนอกฤดูมาโจมตีกองทัพเรือโจโฉ เราพยายามมองหาแม่น้ำแต่ไม่เห็นเพราะมีป่าไม้ขวางอยู่เต็มตา แต่หากนึกภาพว่าไม่มีต้นไม้มาบังขงเบ้งก็อาจจะยืนบนแท่นพิธีแล้วมองลงไปเห็นแม่น้ำได้เหมือนกัน

เดินต่อไปตามทางก็จะพบกับ 'พิพิธภัณฑ์สงครามผาแดง' จุดนี้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุบางส่วนที่ค้นพบในพื้นที่ มีข้อมูลเรื่องการศึกที่ผาแดงให้อ่านพอเข้าใจ ชุดขุนศึกให้ใส่ถ่ายรูปเล่นได้ถ้าไม่กลัวโรคติดต่อทางผิวหนัง ออกจากจุดนี้เดินต่อไปก็จะพบกับทางเดินเท้าที่ทอดยาวขึ้นลงตามแนวเนินเขา สองข้างทางกำลังมีการก่อสร้างอาคารสถานที่ตามประวัติศาสตร์สามก๊ก เช่น หอบัญชาการรบ ฐานทัพกองทัพง่อก๊ก ฯลฯ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ



ประคองร่างเดินขึ้นเขาลงเนินกันพอเหนื่อย ในที่สุดเราก็เดินมาถึงเชิงผาแดงริมแม่น้ำแยงซีเสียที มหานทีกว้างใหญ่มองแทบไม่เห็นฝั่งตรงข้ามดูแล้วก็หลับตานึกภาพกองเรือมหึมาของโจโฉที่รุกคืบเข้ามา อาจจะเป็นลมแม่น้ำพัดเย็นเดียวกันนี้เองที่โหมเพลิงเผาทัพเรือโจโฉมอดไหม้ไปตามกัน แต่จะเป็นเพราะฝีมือการเรียกลมของขงเบ้งหรือโจโฉตัดสินใจเผาเรือตัวเองระหว่างถอนทัพเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเอาไปใช้ได้ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกเชื่อ 'ตำนาน' หรือ 'ประวัติศาสตร์' อย่างไรก็ตาม เดินไกลมาถึงจุดนี้ใครไม่ถ่ายรูปคู่กับตัวอักษร 'ผาแดง' เป็นที่ระลึกถือว่าพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย


27
ถนนคนเดินเมืองอู่ฮั่น(Jianghan Road Walking Street) ถนนคนเดินเมืองอู่ฮั่นตั้งอยู่ที่ถนนเจียงหาน(Jianghan Road ) เป็นถนนคนเดินและเป็นสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่นด้วย การเดินทางมาจึงไม่ยากแค่ลงสถานีนี้แล้วเดินนิดหน่อยก็ถึงแล้ว Jianghan Road Walking Street มีประวัติย้อนกลับไปนับร้อยปี ที่นี่มีมากกว่า 200 ร้านค้าและบ้านที่ขายของ เน้นพวกงานฝีมือท้องถิ่น อาหาร มีความยาวถนนประมาณ 1 กิโลเมตร ผมแนะนำให้มาเดินเที่ยวถนนคนเดินตอนเกือบมืด เที่ยวเดินตลาดเส้นทางดูของ ซื้อของ ดูผู้คน แล้วก็หาของกิน เสร็จแล้วเดินเลยไปทางแม่น้ำแยงซีเกียงจะตรงกับสถานีเรือข้ามฝากพอดี เราสามารถข้ามฝากเที่ยวชมแสงสีแม่น้ำแยงซีเกียงยามค่ำคืนได้ต่อ
การเดินทางมาเที่ยวถนนคนเดินเจียงหาน ได้ทั้งรถไฟใต้ดินและรถประจำทาง สายรถประจำทางที่ผ่านคือ 1, 7, 24, 38, 45, 301, 402, 520, 533, 548, 553, 559, 581, 588, 592, 598, 608, 622, 707, 711, 727,801 ก่อนที่รถไฟใต้ดินรอดแม่น้ำแยงซีเกียงเสร็จคนนิยมขึ้นรถเมย์กันมาก แต่ตอนนี้รถใต้ดินรอดแม่น้ำเสร็จแล้วการเดินทางสะดวกขึ้นมาก แต่อย่าประมาทการจริจรเมืองนี้ผมเคยรถติดนั่งอยู่บนแทคซี่เป็นชั่วโมงมาแล้ว mr.hotsia มกราคม 2556

 .[youtube=425,350]0TZJi-O04u8[/youtube]

 .[youtube=425,350]HSE4tS49zDw[/youtube]




http://www.hotsia.com/china-info/hubei/wuhan-jinhan-walking-street/index.shtml

28
บรรยากาศยามเช้า บริเวณถนนเจียงฮั่น อารมณ์คล้ายๆ ห้างแบบเปิด เพราะสองข้างทางจะเรียงรายด้วยร้านขนม ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมต่างๆ ยามเช้าก็เป็นที่สมาคมของคนทุกวัย แต่จะหนักไปทางผู้สูงอายุ ส่วนยามค่ำคืนก็คึกคักด้วยแสงไฟ และตลาดนัด แต่ต้องติดตามกันตอนที่ 2 นะฮะ



มาถึงสีสันยามเช้า ที่มีแทบทุกมุมถนน อย่าง บะหมี่กานเย่อเมี่ยน เป็นอาหารยอดฮิตและขึ้นชื่อของ อู่ฮั่น ไปที่นี่ต้องลอง แต่ลองแล้วอาจไม่ถูกปากคนบ้านเราเท่าไหร่นัก เพราะมันเผ็ดแปลกๆ บอกไม่ถูก ส่วนผสมก็ผักนั่นผักนี่ ราดน้ำเผ็ดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ พี่เขากินกันอย่างออกรส จะให้ถึงวิถีแท้ต้องกินคู่กับปาท่องโก๋ยักษ์ ต่อคิวกันยาวมาก บางคนถึงกับรอไม่ไหว ซัดปาท่องโก๋ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว!





บะหมี่กานเย่อเมี่ยน หน้าตาก็ประมาณนี้ ชามละ 5 หยวน เห็นแล้วก็พอชวนยั่วน้ำลายได้ หนึ่งในวิถีแห่งชาวอู่ฮั่น อยู่ง่าย กินง่าย แต่เรื่องยากก็ใช่ว่าจะไม่มี อยากรู้ต้องรออ่านอีกที ตอน 2 นะฮ้าฟ!


29


สะพานนี้เป็นหนึ่งใน สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง ของ อู่ฮั่น ซึ่งมีทั้งหมด 7 สะพาน และ 1 อุโมงค์ ที่สำหรับใช้ข้ามแม่น้ำสายยักษ์ ต้องบอกว่ากว้างใหญ่กว่าเจ้าพระยาบ้านเราหลายเท่า สะพานนี้ถือเป็น สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง แห่งแรกของ อู่ฮั่น ที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำระหว่างภูเขางูและภูเขาเต่า มีความยาวทั้งสิ้น 1,680 เมตร เป็นสะพานสองชั้น ชั้นบนเป็นถนน 4 เลน ชั้นล่างเป็นทางรถไฟรางคู่

เห็นสะพานและถนนเส้นต่างๆ ของพี่จีน ต้องยอมรับว่าสวยจริงๆ ช่วยให้บ้านเมืองเจริญหูเจริญตาเป็นอย่างมาก และแม้เทคโนโลยีจะโตแค่ไหน แต่ต้นไม้บ้านเขาก็โตตามด้วย ทุกมุมทุกหย่อมของถนนจะมีสีเขียวแฝงให้เรารู้สึกสบายตาเสมอ

การเดินขึ้นไปบน สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง มี 2 ตัวเลือก คือ ลิฟท์ในภาพที่เห็นตรงหน้า จะขึ้นบันไดบริหารน่องก็ได้ ลิฟท์จะมีค่าใช้จ่าย ขึ้น-ลง ครั้งละ 2 หยวน ขึ้น 2 ลง 2 ก็ประมาณ 20 บาท บ้านเรา (1 หยวน = 4.8 บาท) ที่ต้องเก็บเพราะบ้านเมืองเขาคนเยอะมาก และมีคนเดินผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน ถือว่าช่วยกันทำนุบำรุงทรัพย์สิน



 .[youtube=425,350]hMo449YZ1rk[/youtube]

 .[youtube=425,350]fbTwpcNNTic[/youtube]

 .[youtube=425,350]XgBIr8ULQv0[/youtube]

ล่องเรือแม่น้ำแยงซีเกียงเมืองอู่ฮั่น แม่น้ำแยงซีเกียงไหลผ่านเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเปย์ ประเทศจีน แม่น้ำกว้างมากผมวัดด้วยกูเกิลเอริธกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร ตามริมแม่น้ำมีสถานีข้ามฝากไปมา การข้ามฝากแม่น้ำนั้นมีทั้งทางรถ เรือ รถไฟใต้ดิน ทางเรือเป็นดั้งเดิมสุดที่มาแต่โบราณ การมาเที่ยวเมืองที่แม่น้ำใหญ่ระดับโลกไหลผ่านจึงห้ามพลาดในการล่องเรือชมความงามครับ
การล่องเรืองล่องที่ผมล่องเป็นเรือที่ชาวบ้านใช้ในการข้ามไปมา ไม่ได้ล่องเรือดินเนอร์สวยๆ มีอาหาร ชมวิวอย่างที่ล่องที่กวางโจว แม่น้ำแยงซีเกียงนั้นกว้างมาก ตอนที่ผมล่องเลือกเวลากลางคืนเพื่อชมแสงสีเมืองกลางคืน แสงไฟริมแม่น้ำแยกซีเกียงไม่ยิ่งใหญ่เท่าแม่น้ำถัวเจียงครับ แต่ความกว้าง ความเย็น ได้รับความรู้สึกที่ดีมาก บนดาดฟ้าเรือที่ท้ายๆ หนาวมาก ใครไม่มีถุงมือไม่สามารถยืนได้จนถึงอีกฝั่ง ชุดกันหนาวต้องผม ผมเห็นคนจีนเองก็ถ่ายรูปท้ายเรือกันไม่หยุดเช่นกัน บนเรือของผมที่นั่งมีเพียงคนไทย 3 คน คือผมและเพื่อนๆ นอกนั้นคนจีนทั้งหมด mr.hotsia มกราคม 2556

http://www.hotsia.com/china-info/hubei/wuhan-Yangtze_River/index.shtml


30
พิพิธภัณฑ์มณฑลหูเป่ย สถานที่จัดแสดงสมบัติอันล้ำค่าของมณฑลหูเป่ย กว่า 200,000 ชิ้น ได้แก่ เครื่องเคลือบ หยก เครื่องประดับ และอาวุธต่างๆ พื้นที่ของ พิพิธภัณฑ์มณฑลหูเป่ย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของนิทรรศการ และส่วนของการแสดงดนตรี ในส่วนนี้ความพิเศษอยู่ที่ความไพเราะของ ระฆังเปียนจง เครื่องดนตรีที่แฝงไปด้วยประวัติศาตร์

 .[youtube=425,350]BKF7qnsuHRY[/youtube]

Pages: 1 [2] 3 4 ... 130